|
โดย อรวิมล วันที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2553 มติชนออนไลน์ P { margin: 0px; }  เมื่อ ช่วงปลายปี 2552 ที่ผ่านมา "ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร" ได้จัดเสวนาโต๊ะกลม หัวข้อน่าสนใจว่า "ความทรงจำของสหาย" โดยหยิบยกประเด็นและผลการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการความทรงจำของมนุษย์ที่มี ต่อเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน สำหรับการเสวนาครั้งได้เชิญวิทยากรที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการจัดการความทรง จำเกี่ยวกับเหตุการณ์ "6 ตุลา" ซึ่งแต่ละท่านจะมีมุมมอง รวมทั้งผลการศึกษาที่แตกต่างกันออกไปอย่างมีนัยยะน่าใคร่ครวญพิจารณา
เริ่มจากการพูดคุยถึงผลงานการศึกษาของ อาจารย์อังกูร หงษ์คณานุเคราะห์ ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับรูปแบบและการปรากฎตัวของความทรงจำจากชุมนุมของอดีตแนวร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ ในชุมนุมบ้านโคกเขา ต.โคกมะม่วง อ.ปะคำ จ.บุรีรัยม์ เน้นการศึกษาจากงานพิธีรำลึกวีรชนอีสานใต้ หรือ "งานรำลึกสถูป" ดำเนินการโดยฝีมือของคนชุมชน บวกกับอดีตสหายที่ยังหลงเหลือ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้แก่ชุมชน จากการศึกษาครั้งนี้ อาจารย์อังกูรพูดเต็มปากว่าในการจัดการความทรงจำจะมีกระบวนการที่เกี่ยวกับ เงือนไขในปัจจุบันมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
" ผมค้นพบว่าข้อมูลที่ถูกถ่ายทอดนั้น ไม่ได้ถูกพิสูจน์ในทางประวัติศาตร์ แต่เกิดจากคนที่เคยมีส่วนร่วมหรืออยู่ในเหตุการณ์ ทำให้อารมณ์ยังหลงเหลือตกค้างอยู่ในคนที่ไม่ตาย ถือเป็นกระบวนการทำให้เป็นข้อเท็จจริงในคนที่มีชีวิตอยู่" อาจารย์อังกูร ให้เหตุผล พร้อมกล่าวต่อว่า ความน่าสนใจของชุมนุมนี้อยู่ตรงที่ว่า ชาวบ้านในชุมชนล้วนรู้สึกภูมิใจที่ในอดีตตัวเองเคยเป็นคอมมิวนิสต์ ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม เชื่อว่าเกิดจากการที่ในอดีตเมื่อคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพล ส่งผลให้ชาวบ้านได้มีโอกาสทางสังคมมากขึ้น เพราะคอมมิวนิสต์เข้ามาพร้อมกับการได้โอกาสในการรู้หนังสือและความสามารถต่อ รองกับอำนาจรัฐ ดังนั้น เมื่อมีการจัดกิจกรรมรำลึกสถูป จึงทำให้สถานภาพและภาพเดิมๆ เหล่านั้นกลับมา มันเป็นความภูมิใจ ที่ได้ยกเรื่องในอดีตมาพูดคุยกันซ้ำๆ
แต่ไม่ใช่ว่าทุกชุมชนจะเป็นเหมือนดังบ้านโคกเขา จากการศึกษาของนางสาวจุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม เจ้าหน้าที่โครงการทักษะวัฒนธรรม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เกี่ยวกับการซ่อมสร้างประวัติศาสตร์และความทรงจำ กรณี "ถังแดง" ในชุมชนลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง สามารถยืนยันได้ในเรื่องนี้ ในชุมชนนี้มีการสร้าง "อนุสรณ์สถานถังแดง" ที่ มีการถกเถียงกับอย่างหนักในกลุ่มชาวบ้าน ที่เป็นญาติของเหยื่อถังแดงและอดีตสหายว่า จะสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร จนสุดท้ายได้ข้อสรุปว่า ไม่ได้สร้างเพื่อรำลึกถึงคอมมิวนิสต์หรือถึงญาติพี่น้องที่ถูกฆ่า แต่เป็นเพื่อการตอกย้ำว่า "รัฐไม่ควรรังแกประชาชนอีกต่อไป"
แม้ แนวคิดในการสร้างดูเผินๆ อาจดูดี ทว่าชาวบ้านหลายคนในพื้นที่กลับไม่เห็นด้วย เพราะรู้สึกว่าเป็นการรื้อฟื้นความทรงจำที่อยากจะลืม นางสาวจุฬารัตน์เชื่อว่า จุดประสงค์สำคัญคือเพื่อการปรับทัศนคติ ของคนที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ มากกว่าเรื่องอื่น จนทำให้ในปัจจุบันชาวบ้านเริ่มพูดถึงผลประโยชน์ที่ตามมาจากอนุสรณ์สถาน มากกว่าบาดแผลในอดีต จนอาจพูดได้ว่าประวัติศาสตร์อีกด้านกำลังถูกลบเลือน
เมื่อ ฟังมาถึงจุดนี้ ก่อให้เกิดการตั้งคำถามสำคัญขึ้นมาว่า การสร้างสถูปหรืออนุสรณ์สถานเหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาที่เกิดขึ้นสักแค่ไหน เพราะมีหลายปัจจัยให้คิดเป็นอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นเวลาของการสร้างที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์จริงหลายปี (ทั้งหมดสร้างขึ้นในช่วงปลายยุค 2530) รวมทั้งความเชื่อมโยงของคนในชุมชนกับเหตุการณ์ เป็นไปได้หรือว่าที่มันอาจเป็นปรากฎการณ์ "The Memory Industry" คล้ายกับปรากฎการณ์ "The Holocaust Industry" ในหลายประเทศของยุโรป ที่มีการสร้างสถานที่รำลึกถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซีจำนวนมาก ในยุคหลัง จนเสมือนกลายเป็นอุตสาหกรรมมากกว่าเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่แท้จริง ?!?
ก่อน ที่จะให้คำตอบแก่คำถามข้างต้น วงเสวนายังมีอีกหนึ่งวิทยากร ที่เมื่อเขาเล่าเรื่องราวให้ฟังแล้ว อาจทำให้คำถามดังกล่าวตอบได้ยากขึ้น บุคคลนี้ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์มาจากไหน เขาเป็นเพียงครูผู้ให้ความรู้ ซึ่งเกิดมาในสถานที่ ช่วงเวลาและมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์คอมมิวนิสต์ร้อนกรุ่นในยุคนั้น
นายสมประสงค์ มั่งคะนะ ผู้อำนวยการโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม จ.ตาก ในอดีตเมื่อยังเป็นเด็กมีบิดาเป็นตำรวจในพื้นที่สีแดง ต้องถูกเรียกตัว "ขึ้นดอย" หลายครั้ง แถมบ้านอยู่ติดกับวัด ทำให้เห็นภาพศพเจ้าหน้าที่รัฐถูกลำเลียงลงจากดอยเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาวัน ละหลายศพ ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาฝังใจอยากโตเป็นทหารเพื่อต่อสู้คอมมิวนิสต์ แต่เมื่อเวลาผ่านเลยไป นายสมประสงค์กลับเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพยายาม อย่างสุดความสามารถในการที่จะทำให้ความทรงจำเหล่านี้ ไม่ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด ถูกลบเลือนไปสิ้น
เมื่อปี 2549 นายสมประสงค์ได้ริเริ่มสร้าง "พิพิธภัณฑ์สงครามประชาชน" ภายในโรงเรียนที่ตัวเองบริหาร พยายามเสาะแสดงหาสิ่งของต่างๆ ที่หลงเหลือจากเหตุการณ์การต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นซากอาวุธสงคราม กระติกน้ำ หนังสือต่างๆ โดยใช้นักเรียนชาวเขาเป็นเบาะแสสำคัญ นายสมประสงค์กล่าวว่า ทั้ง หมดทั้งสิ้นเกิดจากความสนใจส่วนตัวและไม่มีการเกี่ยวข้องกับอดีตสหายโดยสิ้น เชิง กระนั้นทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้านไม่ค่อยสนใจหรือเห็นความสำคัญกับ สิ่งที่เขาทำ เพราะล้วนเป็นการรื้อฟื้นอดีตที่ไม่อยากจำ
ไม่ ว่าคำตอบที่มีอยู่ในใจจะออกมาเป็นอย่างไร แม้ประวัติศาสตร์สงครามประชาชนจะย้อนกลับมาหรือไม่ สิ่งสำคัญที่ได้จากวงเสวนาโต๊ะกลมครั้งนี้ คือ การที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกผูกขาดเขียนและจดจำจากรัฐ จนกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ด้านเดียว "คนตัวเล็กๆ" ประชาชนธรรมดาก็สามารถวาดเขียน บันทึก จดจำประวัติศาสตร์ในมุมมองของตัวเขาเองได้เช่นกัน
|